เทคนิคและวิธีการสืบสวน

โดยทั่วๆ นั้นไม่มีตำราการสืบสวนใดๆ

โดยทั่วๆ นั้นไม่มีตำราการสืบสวนใดๆ

โดยทั่วๆ นั้นไม่มีตำราการสืบสวนใดๆ ที่จะสามารถระบุได้อย่างแน่นอนว่า วิธีการสืบสวนอย่างไร ที่จะทำให้การสืบสวนประสบความสำเร็จได้ เนื่องจากการสืบสวนเป็นศิลปะที่สลับซับซ้อน และมีความละเอียดอ่อน จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนเทคนิค ยุทธวิธีการปฏิบัติให้เหมาะสมตามลักษณะคดี และความมุ่งหมายของการสืบสวนอยู่เสมอ นอกจากนั้นการสืบสวนยังจะต้องอาศัยประสบการณ์ และความสามารถเฉพาะบุคคลเข้าช่วยเสริมอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจระบุได้แน่นอนตายตัวลงไปได้ อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาเทคนิค และวิธีการสืบสวนอันจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติต่อไป เราจึงได้สรุปเทคนิค และวิธีการสืบสวนบางประเภทที่สำคัญ ๆ และเป็นที่นิยมใช้ในวงการตำรวจสากล ซึ่งมีหลายวิธีการ

เทคนิค และวิธีการสืบสวน

การสัมภาษณ์และการซักถาม (Interviewing and Interrogation)
ความสามารถในการซักถาม และการสัมภาษณ์ นับเป็นเทคนิคพื้นฐานที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับนักสืบทุกคน ศิลปะในการสัมภาษณ์และซักถามเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน จะต้องอาศัยการฝึก และประสบการณ์จนเกิดความชำนาญ จะทำให้ได้รับข้อเท็จจริงจากผู้ที่ถูกซักถามหรือสัมภาษณ์ได้ดียิ่งขึ้น มีข้อที่น่าสังเกตว่าการใช้เทคนิคซักถามหรือสัมภาษณ์นับว่ามีความแตกต่างกันในรายละเอียดและวิธีปฏิบัติอยู่บ้าง กล่าวคือ
การสัมภาษณ์ (Interview) มักเป็นกรณีที่ต้องอาศัยความสมัครใจของผู้ให้ถ้อยคำเป็นสำคัญ ต้องมีเทคนิคในการจูงใจให้ตอบคำถามด้วยความสมัครใจ การสัมภาษณ์มักใช้กับการสอบสวนผู้เสียหายหรือพยาน

การถามปากคำผู้เสียหายมีหลักการถาม ดังนี้

  • วัน เดือน ปี เวลา กับสถานที่เกิดเหตุ ว่าที่เเห่งหนตำบลใด อำเภอไหน
  • ให้สังเกตอาการและกริยาของผู้เสียหาย เมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ที่สำคัญ ตลอดจนพฤติการณ์ต่าง ๆ อันเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ๆ
  • ใครเป็นผู้กระทำรู้จัก หรือเพียงแต่จำได้หรือจำไม่ได้เลย ถ้ารู้จักชื่อให้ระบุไว้ทุกชื่อ ถ้าไม่รู้ต้องถามรูปพรรณของผู้กระทำผิดไว้ให้ละเอียดเท่าที่จะจำได้ ถ้าสามารถระบุชื่อบิดา มารดา ภริยา บุตร หรือญาติของผู้กระทำผิดได้ด้วยยิ่งดี
  • เหตุที่รู้จักและจำได้ อาศัยเหตุผลอย่างไร เช่น เคยรู้จักกันมาก่อนหรือมีเหตุผลประการใดเป็นเหตุให้จำได้
  • กรณีเกี่ยวกับทรัพย์เสียหายต้องทราบชื่อ ชนิด ราคา พร้อมตำหนิรูปพรรณโดยละเอียดเท่าที่จะรวบรวมได้ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาต่าง ๆ เมื่อพบทรัพย์ที่หายไปภายหลัง
  • ถ้าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ จะต้องสอบสวนปากคำด้วยว่าได้ถูกทำร้ายด้วยอาวุธใด มีบาดแผลมากน้อยเท่าใด ถ้าผู้เสียหายถึงตายจะต้องสอบสวนทายาท และต้องมีรายงานชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย
  • ให้ซักถามถึงบุคคลผู้รู้เห็นว่า เมื่อมีเหตุนั้นมีใครรู้เห็นบ้าง และใครอยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุบ้าง
  • ถ้าผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ซึ่งอาจถึงตายได้หากรอช้าอาจตายเสียก่อนที่จะให้ถ้อยคำพนักงานสอบสวนต้องรีบสอบปากคำไว้ให้ได้ เพื่อเป็นหลักฐานดำเนินคดีต่อไป ยิ่งผู้เสียหายรู้ตัวว่าตนจะต้องตาย ยิ่งจำเป็นต้องจดถ้อยคำไว้ให้ชัดเจนด้วย ผู้ให้การรู้ตัวว่าจะตายแต่ในขณะที่ให้ถ้อยคำเขายังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ถ้าสามารถให้มีนายแพทย์รู้เห็นรับรองคำให้การนั้นด้วยยิ่งดี ถ้าไม่มีนายแพทย์ก็ให้มีพยานบุคคลรับรองถ้อยคำของผู้เสียหายไว้ด้วยว่าขณะที่ให้ถ้อยคำแก่ผู้จดบันทึกนั้นผู้ให้ถ้อยคำมีสติ เพราะถ้อยคำเช่นนี้มีน้ำหนักที่ศาลรับฟังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ตายตอนยังมีชีวิตอยู่ ผู้จดบันทึกปากคำคนใกล้จะตายอาจจะเป็นบุคคลอื่นที่มิใช่พนักงานสอบสวนก็ได้ และมีผลในทางเป็นประโยชน์แก่คดีเหมือนกัน

การซักถาม (Interrogation) มุ่งไปในลักษณะที่ต้องการ
เอาความจริงหรือรายละเอียดจากปากคำของผู้อื่น แม้ว่าผู้ให้ถ้อยคำจะไม่เต็มใจที่จะให้ข้อเท็จจริง หรือไม่อยากเปิดเผยข้อเท็จจริงก็ตาม (ศิลปะการซักถามจึงจำเป็นต้องอาศัยสภาพแวดล้อม บรรยากาศต่าง ๆ และกลยุทธ์ในการซักถามเป็นพิเศษ) ซึ่งการซักถามมักใช้ในการสอบสวนผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องโทษ เป็นต้น ผู้ซักถามจะต้องเข้าใจผู้ถูกซักถาม โดยแบ่งตามหลักเกณฑ์ ของ อิเว่น เพตร๊อพ พาฟล๊อฟ นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย Ivan Petrovich Pavlov ) ซึ่งทำการวิจัยโดยทำการทดลองจากสุนัข แบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ

1. ประเภทอารมณ์ตื่นเต้นงาน (Strong Excitatory)
2. ประเภทอารมณ์สนุกสนานร่าเริง (Sanguine Temperament)
3. ประเภทอารมณ์เยือกเย็น (Calm Imperturbable)
4. ประเภทอารมณ์หงุดหงิดและขุ่นมัว (Melancholic)

การเกลี้ยกล่อมต่อผู้ซักถาม หรือการล้างสมองจะได้ผลดีจากประเภทที่ 1 และที่ 4 เท่านั้น การซักถามผู้กระทำผิดที่จะให้เกิดแนวโน้มเพื่อตอบคำซักถามก็ดี ทำการเกลี้ยกล่อมให้เข้าเป็นพวกก็ดี หรือล้างสมองก็ดี จะกระทำได้ผลดีก็ต่อเมื่อทำให้เกิดช่องว่างในสมอง คือ ทำให้คนประสาทเสียก่อน (ทั้งนี้เป็นวิธีการนอกเหนือจากการเกลี้ยกล่อมตามธรรมดา) โดยดำเนินการ 4 วิธี

1. โดยการทำให้มีความชอกช้ำอิดโรย ทั้งทางจิตใจและทางกาย(Exhaustion)
2. โดยการก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านในทางจิต (Confusion)
3. การทรมานให้เกิดความเจ็บป่วยรวดร้าว แก่ร่างกายอย่างยืดเยื้อ(Chronic Physical Pain)
4. การสร้างความหวาดกลัว (Fear) ผู้เกลี้ยกล่อมจะต้องอาศัยการสังเกตถึงการแสดงออกของบุคคลผู้ถูกเกลี้ยกล่อมซึ่งเรียกว่า พฤติกรรมศึกษาถึงการแสดงออกของบุคคลหรือ

พฤติกรรม คือ จิตวิทยา นั้นเอง แต่จำแนกพฤติกรรมออกไปหลายทาง เช่น พฤติกรรมทางการทหาร พฤติกรรมทางการเมือง พฤติกรรมทางด้านวัฒนธรรมของชาติ และบรรดา
ศาสตราจารย์ของโลกตะวันตกได้นำมารวบรวมเป็นวิชาการสอนแก่อนุชนรุ่นหลังเรียกว่า พฤติกรรมศาสตร์ (Science of Behavior) อะไรเป็นสาเหตุให้แสดงออกซึ่งพฤติกรรม ได้ศึกษาและค้นคว้าถึงมูลฐานแล้วสรุปได้ ดังนี้

1. ทฤษฎีสัญชาติญาณ เช่น การต้องการในกาม ความหิว ความกลัวภัย
2. ทฤษฎีการคิดหาเหตุผล เป็นผลตอบสนอง
3. ทฤษฎีประสบการณ์ เป็นสิ่งที่ได้พบเห็นหรือผ่านมาจากชีวิตจริง เช่น เด็กเล็กเข้าใกล้กองไฟจะถอยออกมา และเด็กจะจดจำเอาไว้ในสมองส่วนหน้า เมื่อโตขึ้นมาเด็กคนนั้นจะไม่จับไฟ
4. ทฤษฎีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา เช่น ความสนใจ ความรู้สึกเห็น ความต้องการ เป็นต้น

การเกลี้ยกล่อม เป็นการใช้คำพูดหรือการเขียนเพื่อมุ่งให้เกิดความเชื่อถือ และการกระทำโดยใช้หลักพฤติกรรมของมนุษย์ ผู้เกลี้ยกล่อมต้องกระทำโดยมีวัตถุประสงค์ที่ดี และมีมารยาทของการเกลี้ยกล่อม การเกลี้ยกล่อมในที่นี้ มิใช่การเกลี้ยกล่อมให้ตายใจ หลอกล่อ หรือเกลี้ยกล่อมให้ร่วมประพฤติชั่ว หรือเกลี้ยกล่อมชักจูงให้หลงผิดเป็นชอบ แต่หมายถึงการติดต่อกับผู้อื่นด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษรเพื่อให้เชื่อและเห็นพ้องด้วย แล้วปฏิบัติตามภายหลังจากผู้ถูกเกลี้ยกล่อมโดยได้คิดใคร่ครวญแล้วว่าดีว่าชอบ การใช้วาจาหรือหนังสือได้เป็นผลสำเร็จนั้น จำเป็นต้องอาศัยการแสดงออกของบุคคลผู้เกลี้ยกล่อมให้ถูกต้องตามโอกาสที่เรียกว่า พฤติกรรม และจริยธรรม

หลักการเกลี้ยกล่อมที่ได้ผล

1. ละเว้นจากการใช้ถ้อยคำหรือสำนวนที่เข้าใจยาก
2. พยายามอธิบายถ้อยคำและสำนวนที่ใช้ให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง
3. ถ้าจำเป็นต้องใช้ถ้อยคำที่เข้าใจยาก ก็ควรหาศัพท์ของถ้อยคำที่มีความหมายเดิมว่าอะไร เช่น มะเร็ง มีความหมายว่าโรคเนื้อร้าย
4. อธิบายความหมายและหน้าที่ของคำนั้น ให้เป็นที่เข้าใจกันได้ เช่นคำว่า “พัฒนา” มีความหมายแค่ไหน และเกี่ยวข้องกับผู้เกลี้ยกล่อมอย่างไร
5. พยายามอธิบายเปรียบเทียบให้ฟังจนเข้าใจแจ่มแจ้ง
6. การแยกอุทาหรณ์หรือตัวอย่างเพื่อขยายความ

ดังนั้น ผู้ที่ทำการสัมภาษณ์และซักถาม จะต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามกฎหมายเป็นสำคัญ เพราะหากการซักถามเกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามกฎหมายแล้ว ก็จะไม่เป็นผลต่อการสืบสวนแต่ประการใด จะต้องทำการซักถามด้วยความเป็นธรรมและใช้เทคนิคการซักถามที่เหมาะสมแก่สถานการณ์เสมอ อย่างไรก็ตามการสัมภาษณ์และการซักถามก็ไม่อาจทำให้การสืบสวนได้ผลสำเร็จเสมอไป ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแสวงหาพยานหลักฐานอย่างอื่นมาประกอบการดำเนินการด้วย

การใช้เครื่องมือจับเท็จ (Lie Detector The Polygraph) ใช้ได้ในกิจการตำรวจมาเป็นเวลานาน และวงการตำรวจทั่วโลกก็ยังนิยมใช้อยู่โดยทั่วไป อย่างไรก็ตามเครื่องจับเท็จเป็นเพียอุปกรณ์พิเศษที่ช่วยในการซักถามให้มีผลดีขึ้นเท่านั้น การใช้เครื่องจับเท็จจะได้ผลดีก็ต่อเมื่อได้ดำเนินการใช้เครื่องจับเท็จในท้องที่ออกแบบไว้โดยเฉพาะ และมีการเตรียมการที่ถูกต้อง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญโดยเฉพาะ จึงสามารถซักถามและทราบการตอบสนองทางอารมณ์ของผู้ถูกซักถามจากเครื่องจับเท็จได้ ปัจจุบันต้องส่งตัวผู้ต้องหาไปยังกองทะเบียนประวัติอาชญากรดำเนินการ

การตรวจสถานที่เกิดเหตุ (Crime Scene Search) ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า  การแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนคดีนั้น มีจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยวัตถุพยานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนั้น ๆ เป็นแนวทางในการสืบสวน และเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาให้ศาลพิจารณาลงโทษ การสืบสวนในสถานที่เกิดเหตุ นับเป็นหัวใจสำคัญของการเริ่มต้นด้านสืบสวน

การตรวจสอบจากแผนประทุษกรรม (Modus Operandi Searches) การตรวจสอบแผนประทุษกรรมคนร้ายจากทะเบียนประวัติอาชญากรรมที่มีวิธีการกระทำผิดคล้ายกันนั้น เป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้การสืบสวนได้ผลดี เนื่องจากคนร้ายคนเดียวกัน หรือกลุ่มเดียวกันมักมีวิธีการกระทำผิดที่คล้ายกัน อย่างไรก็ตามแผนประทุษกรรมมักใช้ประโยชน์ในคดีสำคัญ ๆ บางประเภทเท่านั้น แต่บางครั้งคดีทั่วไปอาจจะไม่สามารถสรุปแนวทางการสืบสวนได้จากแผนประทุษกรรมก็ได้

การหาข่าวจากประชาชนข้างเคียง (Neighborhood Contacts) ในบางคดีซึ่งเกิดในย่านที่พักอาศัย หรือมีประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ การเข้าไปสืบสวนหาข่าวจากประชาชนที่อยู่ในบริเวณนั้น อาจได้รับข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อการคลี่คลายคดีเพิ่มเติมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของหน่วย ซึ่งเข้าไปติดต่อขอความร่วมมือจากประชาชน จะได้รับความร่วมมือและให้ความไว้วางใจเชื่อถือมากขึ้น การหาข่าวจากประชาชนใกล้เคียงที่ได้ผลนั้น มักกระทำหลังจากเกิดเหตุไม่นานจนเกินไป เนื่องจากประชาชนมัพบเห็นโดยบังเอิญ และบางเรื่องหากปล่อยเอาไว้นานก็อาจไม่สนใจจดจำหรือลืมไปได้

การเยี่ยมเยียนสอบถามผู้เสียหายเพิ่มเติม (Second Contact with Complainants) หลังจากเกิดเหตุแม้ว่าจะได้ทำการสอบสวนปากคำผู้เสียหายหรือเจ้าทุกข์ไว้แล้วก็ตาม การติดตามผล และออกไปเยี่ยมเยียน พบปะซักถามผู้เสียหายหรือเจ้าทุกข์เพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่งหลังจากเกิดเหตุแล้ว จะช่วยให้ได้รายละเอียดเพิ่มเติม

อ่านบทความน่าสนใจถัดไป ฝึกเป็นนักสืบ

Send your Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *