Eternal Sunshine of the Spotless Mind

Eternal Sunshine of the Spotless Mind

Eternal Sunshine of the Spotless Mind

Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ภายใต้ฝีมือ ควบคุม ของ Michel Gondry เกิดเรื่องราว ใน โลกเสมอเหมือน จริง เกี่ยว

กับ ‘การลบความจำ’ ของตัวนำ ทั้งคู่ ที่คลินิกเฉพาะทาง’ ผู้ช่านาญ ประเด็นการ กำจัด ความจำ ที่ ไม่ได้อยาก เรื่องราว ทั้งสิ้น เริ่ม จาก

ความสัมพันธ์ ที่ ไม่เป็นไปตาม หวัง ภายหลังความรัก ที่ล์มเหลว คลืเมนไทน์ ซึ่งเป็น คนที่ ออกจะ ใจร้อน ก็เลย เลือก ที่จะ ‘ลืม’ รวมทั้งลบ

ทุก ทุกสิ่ง ที่เกี่ยวพัน กับ โจ เอ ลออกไป ให้หมดเหมือนกันกับ โจ เอล ที่ ตกลงใจ ทำ เหมือนกัน ภายหลังจาก มีความเห็นว่า เธอ จำ เขา

มิได้ ตัวหนัง ได้ พา พวกเรา เดินทาง ย้อน เวลา ผ่าน ความจำ ของ โจ เอลเกี่ยวกับหญิงสาว ที่ เขา หลงเสน่ห์ ทั้งยังสุข แล้วก็สลดผสม

ปนเปก้น ไป ตั้งแต่ที่แรก เริ่ม จนกระทั่งจุด แตกหัก ถึงแม้ ในที่สุดเขา จะต้องการกลับใจ เพื่อ เก็บ คุณไว้ หากแม้เพียงแค่ ใน ความจำ แม้

กระนั้น มัน ก็ ไม่ทัน เสีย แล้ว .

สำหรับผู้เขียนที่เป็นหนึ่งในแฟนตัวยงของหนังเรื่องนี้ นอกจากความรู้สึกประทับใจที่มันได้ทิ้งไว้ ทั้งในเรื่องของภาพ สี การแสดง และซาวด์

แทรคทั้งหลาย  อีกหนึ่งสิ่งที่วนอยู่ในหัวตลอด (และเชื่อว่าหลายๆ คนที่ดูจบแล้วคงจะเป็นเช่นเดียวกัน) คือคำถามที่ว่า “หากมีคลินิกแบบใน

หนังที่สามารถลบความทรงจำได้อยู่จริง เราจะเลือกไปใช้บริการหรือไม่” และสุดท้ายแล้ว “ความทรงจำแย่ๆ ที่ทำร้ายเรานั้น ควรจะเก็บมันไว้

เป็นบทเรียนหรือกำจัดมันออกไปเพื่อให้ลืมความเจ็บปวดดี”

Are Memories Important  ?
คำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้ก่อนก็คือ ‘ความทรงจำนั้นเป็นสิ่งสำคัญหรือไม่’

ตัวหนังได้บอกกับเราเป็นนัยๆ อยู่หลายจุดว่า ‘การสูญเสียความทรงจำส่วนใดส่วนหนึ่งไป เป็นเหมือนกับการสูญเสียตัวตนไปบางส่วน’  ลอง

นึกดูดีๆ ว่าอะไรกันแน่คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นตัวเองอยู่ในทุกวันนี้ สำหรับตัวผู้เขียน คงจะไม่มีคำตอบอื่นใดนอกจาก ‘ทุกทุกเรื่องราวในชีวิต’

ทุกความทรงจำที่ผ่านมา แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหน แต่ถ้าหากเราลองลากจุดเล็กๆ นั้นต่อกันดู ก็จะเห็นว่าแท้จริงแล้วทุกจุดต่างเชื่อมโยง

กันเป็นอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพราะฉะนั้น หากจุดเหล่านั้นหายไปสักจุดสองจุด แน่นอนว่าเส้นที่ลากขึ้นก็คงจะไม่สมบูรณ์ เหมือนกับ ‘ตัวตน’

หรือ ‘Self Identity’ ของเราที่หายไปบางส่วน ความรู้สึกก็คงไม่ต่างอะไรไปจากที่คลีเมนไทน์พูดไว้หลังสูญเสียความทรงจำว่า “ฉันเคว้ง ฉัน

กลัว รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหายไป ไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลย” (I’m lost, I’m scared, I feel like I’m disappearing… Nothing

make any sense to me.)

แต่นอกเหนือจากเรื่อง ‘ตัวตน’ อีกสิ่งหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ความรู้’ (Knowledge) หากเราไม่รู้ว่าตนเองเคยทำพลาด เราจะ

แก้ไขข้อผิดพลาดตรงนั้นของตัวเองได้อย่างไร และหากเราไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่นำมาซึ่งความโศกเศร้า เราจะป้องกันไม่ให้เรื่องเลวร้ายนั้น

เกิดซ้ำสองได้หรือไม่

>>> ดูหนังออนไลน์ฟรี <<<

เพราะความทรงจำเปรียบเสมือนลิ้นชักในสมองที่ใช้เก็บความรู้ในเรื่องต่างๆ ไว้ การหายไปของความทรงจำบางส่วน จึงนำมาซึ่งการสูญเสีย

ความรู้ในส่วนนั้น เหมือนอย่างในภาพยนตร์ ที่เราไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่าคำว่า ‘โอเค’ ของทั้งคู่ที่เป็นเหมือนกับการยอมรับและเริ่มต้นใหม่

ในตอนจบนั้น จะนำมาซึ่งความรักที่หอมหวานหรือจุดจบที่เลวร้ายแบบเดิมกันแน่ เพราะพวกเขาต่างไม่เคยได้เรียนรู้ความผิดพลาดของตัว

เอง มันอาจจะกลายเป็นลูปที่วนเกิดขึ้นซ้ำซาก ทำความรู้จัก ตกหลุมรัก ทะเลาะ เสียใจ ลบความทรงจำ และกลับมาทำความรู้จักกันใหม่อีก

ครั้งอย่างไม่รู้จบ

แน่นอนหากมองเช่นนี้ ความทรงจำถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง และการเก็บความทรงจำแย่ๆ ไว้ เพื่อที่จะ ‘เรียนรู้จากความผิดพลาด’ ก็นับเรื่องถูก

ต้องที่ควรทำ แต่ในแง่ความรู้สึกล่ะ มันไม่ได้ง่ายเลยที่จะต้องมาทนกับความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา เพราะงั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ “พูดง่าย”

แต่ “ทำยาก” เพราะในความเป็นจริง มันมีเรื่องราวบางอย่างที่เราหวังอยากจะให้มันหายไปมากกว่าที่จะต้องมานั่งยอมรับความจริง เพื่อที่จะ

แก้ปัญหานี้ เราจึงได้ขอความช่วยเหลือเล็กน้อยจากคุณเซียจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเรา ที่จะมาตอบคำถามว่า “เราควรจะจัดการกับความ

ทรงจำที่เลวร้ายเหล่านั้นกันอย่างไรดี”

How to Cope with the Painful Memories ?

“คำถามคือมันมีประโยชน์ไหมดีกว่า” นี่คือสิ่งแรกที่คุณเซียพูดกับเราเมื่อถามถึงไอเดียการลบความทรงจำแบบในภาพยนตร์ เธอเล่าให้ฟังถึง

เคสคนไข้ที่มี ‘กลไกรักษาตัวเอง’ โดยร่างกายได้ลบความทรงจำที่เจ็บปวดออกไปโดยไม่รู้ตัวแบบไม่ต้องพึ่งคลินิก ‘เฉพาะทาง’ ที่ไหน แต่

ถึงแม้มันจะหายไปจากความทรงจำ ทุกอย่างมันฝังตัวอยู่ใน ‘จิตใต้สำนึก’ (Subconscious) เหมือนกับการดึงมีดออกจากปากแผล แม้ตัวการ

จะจากไปแล้วแต่รอยแผลจะยังไม่หายไปไหน ความรู้สึกแย่ที่เป็น ‘ปม’ จากความทรงจำนั้นยังคงอยู่ แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ว่ามันเกิดไรขึ้น แต่

ร่างกายจะแสดงออกของมันเอง อาจมาในรูปแบบของความเครียด วิตกกังวล การนอนไม่หลับ หรือในเชิงความสัมพันธ์ ที่อาจทำให้ปิดตัว

เองหรือไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จได้ หากสาวไปเรื่อยๆ มันก็มีปมมาจากที่เดิม

เพราะตัวความทรงจำเองไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ความรู้สึกหรือความคิดต่อความทรงจำนั้นๆ ต่างหาก

เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาต้องแก้จากความรู้สึก ไม่ใช่ตัวความทรงจำ ทุกทุกเรื่องที่เป็นเรื่องในอดีต ต้องแก้ด้วยการ ‘ยอมรับ’ คุณเซียกล่าว

ว่า เราไม่ได้ต้องการจะหนีหรือลบทิ้ง เพราะนั่นเท่ากับว่าสิ่งนั้นมันน่ากลัวจริงๆ เป้าหมายที่ต้องไปให้ถึงคือการรู้ว่าเรารับมือกับมันได้ เราแข็ง

แรงกว่านั้น อาจจะยังไม่ต้องแตะตอนที่แผลยังสดอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราต้องยอมรับให้ได้ว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว ผ่านไปแล้ว และเรียนรู้ที่

จะอยู่กับมันโดยไม่ทำให้คุณค่าของตัวตนถูกกระทบกระเทือน อาจจะผ่านการบำบัดด้วย Relaxation Technique ต่างๆ จิตบำบัด ศิลปะ

บำบัด การพูดคุย ระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมา หรือจะเป็นการเติมสิ่งดีๆ ลงไป ทั้งเรื่องมุมมองต่อตัวเอง และแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง แต่ไม่

ว่าจะเป็นทางใด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘เวลา’ อย่าคาดหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นภายในวันสองวัน เหมือนกับการรักษาอาการบาดเจ็บทางร่างกาย

ที่ต้องใช้เวลากว่าแผลจะสมานตัวดี บาดแผลทางจิตใจก็เช่นกันที่ต้องให้เวลากับมัน

การเยียวยาที่แท้จริงคือการเข้าใจตัวเอง ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเห็นคุณค่าในตัวเอง

แน่นอนมันมีบางเรื่องที่เราหวังให้ไม่เกิดขึ้นจะยังดีเสียกว่า เรื่องที่หากย้อนเวลาไปได้ก็คงไม่อยากรับรู้ แต่เราต้องย้ำกับตัวเองไว้เสมอว่า

การใช้ชีวิตตามเดิมและทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นเพียงทางออกชั่วคราว บางทีสิ่งที่มนุษย์ต้องการอาจจะไม่ใช่ความสุขแบบเด็ก

ไร้เดียงสาอันแสนสั้น แต่คือการเรียนรู้ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เรียนรู้จากความผิดพลาด จากเรื่องราวในอดีตของตน  โอบกอดความทรง

ทั้งหมดเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจ็บปวดเพียงใด เพราะสิ่งล้ำค่าเหล่านี้คือสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของเราในปัจจุบัน

แม้ Eternal Sunshine of The Spotless Mind จะเป็นเรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นจากจินตนาการมากว่าทศวรรษแล้ว (และเพิ่งจะครบรอบ 16 ปี

ไปเมื่อวานนี้) แต่ความสัมพันธ์ของโจเอลและคลีเมนไทน์มันกลับ ‘จริง’ และ ‘เป็นปัจจุบัน’ เสียจนน่ากลัว ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเห็นภาพตัว

เองเป็นหนึ่งในตัวละครเหล่านี้ เราสามารถเข้าใจและรู้สึกไปพร้อมๆ กับพวกเขาโดยไม่ต้องพยายาม และนี่แหละ คือเสน่ห์ของมันที่ทำให้

ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราตกหลุมรักจนแทบจะไม่อยากลืมมันเลย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *