ละครโทรทัศน์แห่งความภาคภูมิใจ ” โหมโรง “

โหมโรง

โหมโรง

โหมโรง ละครที่วี แห่งความภาคภูมิใจ ใน คุณประโยชน์ ศิลปวัฒนธรรม ความเป็นไทย อันเป็นราก ของแผ่นดิน ความสวย และก็ ความ

เพราะ จากอุปกรณ์สำหรับเล่นดนตรี ไทย อย่าง “ระนาดเอก” เริ่มเล่นเพลงขับร้องไป พร้อมด้วย เรื่องราวอัน เข้มข้น ของ ” ศร ” บุรุษ คนที่

ได้รับการชื่นชมให้เป็น ” มหาคีตกวี ” กับ ทางชีวิตมุ่งหน้าไปสู่ความเป็น ” นักระนาดเอก มือชั้นยอด ของ แผ่นดิน ” บรมครู ของ นักเล่น

ดนตรี ไทย ผู้ผ่าน อีกทั้งยุคทองที่เจริญก้าวหน้า อย่างยิ่งสุด รวมทั้ง สมัย เสื่อมถอยที่สุด ของ วงการดนตรีไทยยอด คน ระนาดเอก แห่ง

สยามประเทศจะ กลับมาโลดแล่นบนทีวี

ยุครัชกาลที่ 5

ศร” ผู้มีพรสวรรค์ ทาง ด้าน ดนตรี ตั้งแต่ อายุ เพียงแค่ 5 ขวบ เขาสามารถ เล่น ระนาดได้ เอง โดย ไม่มีผู้ใด สอน แต่ อาจจะ ด้วย ที่ ชีวิต

ของเขา เกิดขึ้นมา กับ เสียงของวง ปีพาทย์ ของผู้เป็น บิดาเป็น”อาจารย์ สิน” หัวหน้าวง ปีพาทย์ มีชื่อ ใน อัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามพี่

ชาย ของ ศร เอง ก็ เป็น นักเลงปี่พาทย์ มีฝีมือ แม้กระนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ นักเลงระนาด อีก หมู่บ้าน หนึ่ง มาดัก ฟัน พี่ชาย

ของเขาจนตาย ไป เมื่อ เขา อาย ได้เพียงแต่ 10 ขวบ จากนั้นเป็นต้นมาอาจารย์ สิ น ก็เลย เลิก ข้องเกี่ยว กับ ดนตรี โดยเด็ดขาด เนื่องจาก

ไม่ต้องการให้เกิดเหตุ อย่างนี้ ขึ้นอยู่กับ ผู้ใดกัน ใน ครอบครัว อีก

หลวงตาจึงได้ให้ข้อคิดกับครูสิน ว่าคนที่ฆ่าลูกชายคนโตนั้นคือผู้ที่ไม่เข้าใจดนตรีที่แท้จริง ครูสินจึงตัดสินใจกลับมาเปิดวงและรับศรเป็นลูก

ศิษย์ โอกาสที่ศรจะได้เรียนรู้ดนตรีไทยทุกชิ้นกลับมาสู่แสงสว่างอีกครั้ง ครูสินพร่ำสอนกับศรว่า “ความงามของดนตรีคือ ทำให้คนมีจิตใจ

งดงามตามท่วงทำนอง อย่าได้ใช้ดนตรีไปในทางที่เสื่อมโดยเด็ดขาด” คำเหล่านี้จดจำอยู่ในใจศรเสมอมา

แต่เมื่อผันเข้าสู่วัยหนุ่ม ศรกลายเป็นดาวโดดเด่นในอัมพวาจนมีชื่อเสียงมีคนในพื้นที่ใกล้เคียงมาคอยเฝ้าชื่นชม ความเหลิงทำให้เขาเริ่มใช้

ดนตรีในทางผิด จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อมีวงราชบุรีมาท้าประชัน พ่อตัดสินใจไม่เอาศรลงตีระนาดเอก แต่กลับให้ไปตีฆ้องวงแทน เพื่อเป็นการ

ดัดสันดาน แต่เมื่อให้คนในวงคนอื่นเล่นระนาดแทนก็เกิดทำให้เจ้าเมืองราชบุรีไม่พอใจ หาว่าสบประมาทฝีมือกันที่ครูสินไม่เอาของดีออกมา

แสดง ในที่สุดศรก็ได้มาตีระนาดเอกและทำให้”พ่อมั่น” ระนาดเอกแห่งราชบุรีที่มาประชันนั้นต้องพ่ายแพ้ไป

ต่อมาครูสินจึงพาศรเข้ามาสู่บางกอก เพราะอยากให้ศรได้เปิดหูเปิดตาดูในงานประชันระนาดว่ายังมีคนเก่งอีกมาก พ่อจึงฝากฝังไว้กับครูแก้ว

เพื่อนของพ่อ แต่แล้วพ่อมั่น ซึ่งได้มาอยู่กับวงครูแก้วเกิดกลัวคู่ประชันขึ้นมาและต้องการจะแก้แค้นศรก็เลยหาเรื่องหลบการประชัน เพราะคู่

ต่อสู้นั้นฝีมือฉกาจนัก และขอให้ศรขึ้นประชันแทน ศรด้วยความอยากอวดฝีมืออยู่แล้วจึงตัดสินใจขึ้นโดยไม่ลังเล ขุนอินเมื่อได้ยินเสียง

ระนาดก็ตีทับขึ้นมาทันที ความแข็งกร้าวดุดันของทางระนาดขุนอินนั้นไม่มีทางที่ใครจะทานได้ ศรจึงพ่ายแพ้กลับไปอย่างยับเยิน ศรพยายาม

ฝึกตีระนาดให้ได้อย่างขุนอิน แต่ก็ทำไม่ได้เสียที จนวันนึงศรก็ได้พบทางระนาดของตน พระองค์ชายเล็กจากในวังที่เสด็จมาตามหานัก

ระนาดมือเอก มาเจอศรจึงชวนเข้าไปอยู่ในวัง

เมื่อศรได้เข้ามาอยู่ที่วัง ก็ได้ครูหมึกและครูเทียนช่วยกันสั่งสอน และศรก็ได้พบรักกับแม่โชติ สมเด็จให้ศรประชันกับขุนอิน ศรกลัวจึงหนีกลับ

ไปที่อัมพวาแต่ครูเทียนก็ไปตามศรกลับมาประชันจนได้ ครูเทียนให้สติศรจนศรได้ค้นพบตัวเองและทางระนาดของตัวเอง จึงสามารถเอาชนะ

ขุนอินได้ ส่วนเรื่องของแม่โชติก็กลับกลายเป็นดี นายศรได้พิสูจน์ตัวเองให้ครอบครัวแม่โชติยอมรับจนในที่สุดทั้งสองได้ครองคู่ชีวิตกัน

ยุครัชกาลที่ 8

เวลาผ่านมาจนถึงสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นายศรได้กลายเป็น”ท่านครู” ของลูกศิษย์ลูกหาหลายคนที่ชุมชนบ้านบาตรเป็นที่นับหน้าถือ

ตาของคนดนตรีทั่วไทย ทิวเพื่อนเก่าเพื่อนแก่เองก็ถึงกับส่งลูกชายคือนายเทิด มาอยู่ร่วมวงด้วยเพราะนายเทิดรักการตีฉิ่งและวงปี่พาทย์เป็น

ชีวิตจิตใจ ช่างเป็นลูกไม้ที่หล่นได้ไกลต้นจากทิวผู้เป็นพ่อเหลือเกิน ลูกชายท่านครู คือประสิทธิ์รับราชการเป็นล่ามอยู่และยังจบมาจากญี่ปุ่น

วันนึงประสิทธิ์ขนเปียโนเข้าบ้าน ในหนแรกนายเทิดคิดว่าคงเกิดเรื่องใหญ่แน่แล้ว เพราะท่านครูเองเป็นถึงบรมครูเครื่องดนตรีไทย แต่

ลูกชายกลับนำเครื่องดนตรีสากลเข้าบ้าน แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เทิดได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่แตกต่างกันนั้นสามารถผสานกันได้อย่างลงตัวเมื่อ

ท่านครูลงไม้ระนาดตีคลอไปกับเพลงที่ประสิทธิ์เล่นได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว ท่านครูบอกกับทุกคนว่า “ถ้าเข้าใจสิ่งที่เรามีอยู่การจะเข้าใจสิ่ง

ใหม่ๆ ที่เข้ามานั้นไม่ได้ยากเกินไป แล้วเราเองก็ยังได้ฟังเสียงระนาดที่เป็นแบบของเราอยู่ เสียงเปียโนที่เป็นแบบของเขาก็ไม่ได้เสียไปเช่น

กัน”

พันโทวีระที่ดูแลเรื่องวัฒนธรรมนี้อยู่ ด้วยขณะนั้นบ้านเมืองอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง  มีความขัดแย้งหลายอย่างเกิดขึ้นในสังคม เป็น

ช่วงเวลาที่ประเทศไทยรับเอาอารยธรรมจากต่างชาติเข้ามาปฏิบัติด้วยถือว่านี่คือสิ่งศิวิไลซ์ที่ประชาชนควรถือปฏิบัติ และนำชาติด้วยคำว่า

“เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” ในยุคนั้นมีการออกกฎมากมายเกี่ยวกับดนตรี เช่นการจะแสดงดนตรีไทยต้องมีบัตรนักดนตรีเท่านั้น   ห้ามนั่งเล่นดนตรี

กับพื้น เป็นต้น ข้อห้ามเหล่านี้ล้วนทำให้นักดนตรีไทยทำมาหากินยากลำบากขึ้น จนทำให้นักระนาดบางคนที่มีฝีมือดีมากอย่างเปี๊ยกกลับต้อง

หันเหชีวิตไปรับจ้างแบกข้าวสาร จนเกิดอุบัติเหตุข้อมือหักไม่สามารถเล่นระนาดได้อีก เปี๊ยกทำใจไม่ได้จึงตัดสินใจคร่าชีวิตตัวเองด้วยการ

ผูกคอตาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสะเทือนใจทุกคนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะท่านครู … ความขัดแย้งทั้งด้านสงครามก็ดำเนินรุนแรงขึ้น ขณะที่ความข

แย้งทางวัฒนธรรมระหว่างคนในชาติเองก็รุนแรงตามเป็นลำดับ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบ และสร้างความปวดร้าวแก่นักดนตรีไทย

และคนไทยทุกคน รวมทั้งท่านครูที่แม้จะพยายามอธิบายถึงความชัดเจนในความเป็นตัวตนของไทยแล้วหากจะรับสิ่งอื่นก็ต้องรับเข้ามาอย่าง

เข้าใจ จึงจะผสานไปด้วยกันได้ พันโทวีระดูจะไม่เข้าใจ ท่านครูจึงจบการสนทนาด้วยการเดินไปที่ระนาดและท่านได้ใช้ความกล้าหาญใน

เฮือกสุดท้ายแห่งชีวิตท่านไปกับการบรรเลงเพลง แสนคำนึง ขึ้นต่อสู้เพื่อพิสูจน์คุณค่าแห่งดนตรีและวัฒนธรรมไทยที่ท่านรักดั่งชีวิต  ทำให้

พันโทวีระได้ฉุกคิด เขาได้เข้าใจถึงเสียงพูดของท่านครูที่ดังไปเข้าหูเขาในวันนั้นแล้ว พันโทวีระยอมจากไปแต่โดยดีในที่สุด

จากนั้นไม่นานท่านครูก็สิ้นลมลงด้วยความหวังว่าสิ่งเหล่านี้ที่ท่านครูเองได้ต่อสู้มานั้นจะไม่หายไปไหน ในงานศพของท่านครู เหล่านักดนตรี

ไทยได้มารวมตัวกันและบรรเลงเพลงร่วมกันส่งวิญญาณครูและเหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้ครูได้รู้ว่าตั้งแต่นี้ไปคือโหมโรงที่จะสืบทอด

ปณิธานของท่านครูสืบไปด้วยเช่นกัน

นักแสดงนำ ยุครัชกาลที่ 5

ธนาวุฒิ ศรีวัฒนะ รับบทเป็น ศร

จุฬา ศรีคำมา รับบทเป็น แม่โชติ

ทวีศักดิ์ อัครวงษ์ รับบทเป็น ขุนอิน

ชนภัทร ชุ่มจิตต์ รับบทเป็น ทิว

นันทรัตน์ เชาวราษฎร์ รับบทเป็น แม่บัว

เกรียงไกร อุณหะนันท์ รับบทเป็น สมเด็จ

วิทยา เจตะภัย รับบทเป็น ครูสิน

ปริศนา กล่ำพินิจ รับบทเป็น แม่ยิ้ม

นักแสดงนำ ยุครัชกาลที่ 8

นพพล โกมารชุน รับบทเป็น ท่านครู

ปานเลขา ว่านม่วง รับบทเป็น นางโชติ

อรรถพร ธีมากร รับบทเป็น พันโทวีระ

ณัทธมนกาญจน์ ศรีนิกรโชติ รับบทเป็น ดวงใจ

วุฒิสิทธิ์ สืบสุวรรณ รับบทเป็น ประสิทธิ์

ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ รับบทเป็น เทิด

>>> เว็บดูหนังฟรี <<<

Send your Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *