หนัง Inception ที่สุดแห่งหนังหักมุมสุดมันส์

INCEPTION จิตพิฆาตโลก

INCEPTION จิตพิฆาตโลก

INCEPTION จิตพิฆาตโลก จริงๆแล้วก็ผ่านมา 10 ปี แล้วนะ(เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก) จะสปอยก็คงไม่โกรธกันแล้วแหละเนอะ และแนะนำให้อ่านสรุปก่อนไปดูดีกว่า เพราะคอนเซปหนังมันใช้คำว่าหลุดโลกมันคงไม่พอสำหรับหนังของเสด็จพ่อโนแลนหลายๆเรื่องโดนเฉพาะเรื่องนี้ เอาหละก่อนจะล่องลอยออกทะเลไปไกล ขอเชิญทุกคนเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า

ความฝันระดับที่ 1
ณ ความฝันระดับที่หนึ่ง กลิ่นอายสายฝนโปรยปรายท่ามกลางเมืองอันแสนวุ่นวาย สายลมพัดพาใบไม้และเม็ดฝนให้ฟุ้งกระจายไปทั่ว ต่างคนก็ต่างหลบฝนกันใหญ่ ได้มีชายหญิงกลุ่มหนึ่งรีบกุลีกุจอขึ้นรถเพื่อหลบฝนและคิดวางแผนไปหาชายผู้เป็นเป้าหมายของภารกิจนี้ ก็คือฟิชเชอร์นั้นเอง

ทีมจารกรรมคิดได้ว่าฝนตกแบบนี้ฟิชเชอร์คงต้องการแท็กซี่ พวกเขาเลยย้ายจากรถธรรมดามาขับแท็กซี่และก็ได้รับฟิชเชอร์ขึ้นมาจริงๆตามแผน แต่ความวุ่นวายไม่ได้มาจากสายฝนอย่างเดียว เมื่อฟิชเชอร์เจ้าของความฝันรู้สึกไม่ปลอดภัยนั้นทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยในความฝันทำงาน ผู้คนต่างๆในความฝันที่เป็นเสมือน NPC ในเกมส์ก็เริ่มพุ่งความสนใจมาที่ทีมจารกรรมเพราะรับรู้ถึงสิ่งแปลกปลอมในความฝัน เสมือนเม็ดเลือดขาวรับรู้การมาเยือนของเชื้อโรค และนั้นเองทำให้หน่วยรักษาความลับที่ฟิชเชอร์ถูกฝึกมาให้สามารถสร้างขึ้นมาได้ในโลกความฝันได้ถูกปลุกขึ้น แล้วเข้ามาสาดกระสุนใส่ทีมจารกรรมทันทีอย่างไม่ทันตั้งตัว

เมื่อขับรถมาถึงจุดปลอดภัย แม้จะมาถึงโกดังที่บดบังความวุ่นวายจากเม็ดฝนและหน่วยต่อต้านการจารกรรมได้ แต่มิได้บดบังเมฆแห่งความบาดหมางภายในทีมได้ อาเธอร์ผู้ที่ถูกคาดหวังจากทีมว่าจะต้องบอกภัยต่างๆก่อนเริ่มแผนก็โดนคำสบถจากหัวหน้าทีมพุ่งเข้าใส่อย่างจังว่าทำไมไม่บอกล่วงหน้าว่าฟิชเชอร์ถูกฝึกมา

แต่ไม่ว่าอย่างไรแผนก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป อีมส์ยังคงเค้นความลับออกมาจากปากของฟิชเชอร์ไม่ได้ ไซโตะที่โดนลูกหลงจากกระสุน(เมิงไม่น่ามาด้วยเล้ย ตัวถ่วงชัดๆ) จึงจำเป็นต้องเพิ่มเวลาของภารกิจ ด้วยการดำดิ่งเข้าไปในความฝันชั้นถัดๆไป ครั้งนี้จะนอนหลับกันในรถตู้ที่ยูซุฟนักเคมีผู้ที่จะมาเป็นโชเฟอร์สร้างทริปความฝันระดับที่2 นี้ เค้าต้องขับรถไปเรื่อยๆโดยมีสมาชิกทีมคนอื่นๆรวมฟิชเชอร์นอนหลับแชร์ความฝันในรถตู้นี้ไปจนกว่าจะถึงจุดที่ถูกตั้งเวลาไว้ให้ตื่น

ก่อนเข้าสู่ความฝันระดับต่อไปต้องของเล่าเกี่ยวกับการฝันกันหน่อย อย่างแรกเลยคือระยะเวลาในความฝันเราจะรู้สึกมีเวลามากขึ้น เช่น ในโลกความเป็นจริงเป็นการนอนยาวบนเครื่องบิน 10 ชม. ในความฝันระดับที่ 1 มีเวลาทำภารกิจเป็นสัปดาห์ คอนเซปนี้ใช้กับความฝันในความฝันได้เช่นกัน คือ ความฝันระดับที่ 2 ก็จะมีเวลาหลายเดือนหลายปีว่ากันไป

ต่อมาคือการปลุกตื่น เกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การรับรู้แรงการตกจากที่สูงจากแรงโน้มถ่วง หรือการถูกกระทำแรงๆ เช่น การตบหน้า การเขย่า ในความฝันระดับที่1 นี้แอเรียดเน่ สถาปนิกสาวผู้เรียนรู้เรื่องความฝันได้อย่างรวดเร็วแม้จอยทีมได้ไม่นาน ได้ออกแบบให้ฉากจบของความฝันนี้ว่าให้ยูซุฟขับรถตกจากสะพาน(เกิดแรงโน้มถ่วง) และกระแทกกับผืนน้ำ(เกิดแรงกระทำและสายน้ำที่นำพาความสดชื่น

แต่ถ้าเกิดตื่นก่อนภารกิจเสร็จ หรือตายในความฝันแล้วฟื้นไม่ทัน ก็ถือว่าภารกิจล้มเหลว) ระหว่างทางก่อนจะถึงสะพาน ยูซุฟต้องขับรถตู้เก่าหลบหนีห่ากระสุนของหน่วยต่อต้านตลอดระยะทาง เค้าจะหลบหนีสำเร็จหรือไม่ ปล่อยไว้ก่อน เพราะตอนนี้ภาพด้านหน้าของเราเริ่มจะพร่ามัวและค่อยๆเบลอไปทีละน้อย เรากำลังโดนฤทธิ์ยาสลบและดำดิ่งสู่ความฝันระดับที่ 2 กันแล้ว

ความฝันระดับที่ 2
แสงไฟสีส้มเหลืองนวลสาดส่องไปทั่วห้อง ทำให้รู้ว่าด้านหน้าของเราเป็นชายหนุ่มฟิชเชอร์ ว่าที่ผู้บริหารทายาทเจ้าพ่อบริษัทพลังงานที่ผูกขาดมากที่สุดแห่งหนึ่งกำลังนั่งแอ๊วเบอร์โทรจากสาวอยู่ แต่ไม่ทันไรคอบบ์ก็เข้ามาตีสนิทเพื่อให้ฟิชเชอร์ตายใจว่าคอบบ์คือผู้ที่สอนให้ฟิชเชอร์สร้างหน่วยต่อต้านขึ้นมา จนฟิชเชอร์เองก็เชื่อสนิทใจ คอบบ์พยายามทำให้ฟิชเชอร์นึกรหัสผ่านที่จะพาไปสู่ความลับของฟิชเชอร์ เพื่อที่จะได้ฝังความคิดให้ฟิชเชอร์ล้มเลิกความคิดที่จะสืบทอดกิจการต่อจากพ่อ

แต่ฟิชเชอร์คิดออกในตอนนั้นก็แค่เลขท้ายสามตัว เฮ้ยไม่ใช่ รหัสผ่าน 3 ตัวแรกจาก 6 ตัวคือ 528… (มารู้ทีหลังว่าสาวที่เขียนเบอร์โทรให้นั้นแหละคือรหัสของตู้เซฟ โอ๊ยบักปอบทั่งฟิชเชอร์เอ้ย) และก็ได้นำเขาไปสู่ห้องพักหมายเลข 528 จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของนักปลอมแปลงที่สร้างตัวตนของลุงบราวนิ่งคนสนิทของฟิชเชอร์เพื่อหลอกล่อให้ฟิชเชอร์ว่านี้คือลุงบราวนิ่งจริงๆที่จะมาให้ข้อมูลฝังในหัวไปเบื้องต้นว่าพ่อฟิชเชอร์ไม่ต้องการให้ฟิชเชอร์สืบทอดกิจการเพราะเค้าไม่เหมาะสืบทอด(จิตวิทยา สร้างแรงผลักดันด้านลบ) แต่เหมาะที่จะไปตั้งกิจการด้วยตัวเองมากกว่า(สร้างแรงผลักดันด้านบวก)

คำกล่อมนี้ยังไม่ลงลึกสู่จิตใต้สำนึกให้ฟิชเชอร์จำฝังใจได้จริงๆจนกว่าเค้าดำดิ่งสู่จิตใต้สำนึกในความฝันชั้นถัดไปที่จะทำให้เขานึกรหัสที่เหลือออก เสมือนดำดิ่งเข้าใกล้จิตใต้สำนึก และนำไปสู่เรื่องที่ยังเป็นปมค้างคาใจฟิชเชอร์ต่อไป ดังนั้นทีมจารกรรมจึงให้ฟิชเชอร์ดำดิ่งและแชร์ความฝันร่วมกันอีกชั้นหนึ่ง โดยครั้งนี้ให้อาเธอร์เป็นคนจัดการกองกำลังที่จะเข้ามาขัดขวางภารกิจทำให้ไม่ได้ร่วมหลับฝันไปในชั้นที่ 3 ด้วย และคอยตั้งเวลาปลุกตื่นให้สอดคล้องกับจังหวะที่รถตู้ในความฝันระดับที่ 1 จะเกิดขึ้น

โดยใช้สัญญาณนัดหมายเป็นเสียงเพลงเพื่อให้รู้ว่าเมื่อเสียงเพลงดังผ่านไป 10 วินาที ในความฝันระดับที่ 1 รถตู้จะเริ่มตกจากสะพานและผ่านไป 10 นาทีก็จะถึงผิวน้ำในความฝันระดับที่ 1 นี้ จะทำให้อาเธอร์มีเวลาเตรียมตัว 3 นาทีในการปลุกทีมจารกรรรมจากความฝันระดับที่ 2 เมื่อฟังแผนการเสร็จสิ้น ตาของผมก็เริ่มสลึมสลือ และหลับลงไปสู่ความฝันระดับที่ 3 ร่วมกับทุกคน(ถ้างงตรงนี้ไม่เป็นไร มีสรุปในสรุปในภาพด้านล่างอีกที)

ความฝันระดับที่ 3
ผมตื่นขึ้นมาพร้อมบรรยากาศอันหนาวเหน็บ สีขาวโพลนจากการปกคลุมของหิมะ รอบตัวผมมีทีมจารกรรมพร้อมหน้าพร้อมตากัน แต่ไซโตะเริ่มมีอาการไอมากขึ้นจากกระสุนของหน่วยต่อต้านที่พุ่งใส่เขาในความฝันระดับที่ 1 ซึ่งตอนนั้นเค้านอนนิ่งไปแล้ว แต่ระดับที่ 3 นี้เค้ามีสภาพแค่ไอนิดหน่อย แต่ช่วยรีบๆหน่อย เค้าคงอาการหนักขึ้นเรื่อยๆแน่นอน ทีมจารกรรมเริ่มแยกย้ายให้อีมส์ดึงดูดความสนใจของหน่วยต่อต้านออกไปให้ห่างฟิชเชอร์และไซโตะผู้ที่ต้องพุ่งตรงเข้าสู่ป้อมปราการที่เก็บความลับของจิตใต้สำนึกของฟิชเชอร์ โดยมีทีมคอบบ์และแอเรียดเน่คอยสนับสนุนอยู่ห่างๆ

ระหว่างการเดินทางไปที่เป้าหมายจู่ๆได้มีเสียงเพลงดังขึ้นในความฝันระดับ3 และอาเธอร์ที่อยู่ในระดับ2 ก็ได้ยินเช่นเดียวกัน ทำให้ได้รู้ว่าตอนนี้ยูซุฟได้มาถึงสะพานแล้ว และจะใช้เวลาอีก 10 วินาทีรถตู้จะถึงตำแหน่งตกจากสะพาน ส่วนอาเธอร์มีเวลา 3 นาทีก่อนที่สภาวะไร้น้ำหนักจะเกิดขึ้นเนื่องจากช่วงที่รถตกจากสะพานทำให้เกิดสภาวะไร้น้ำหนักในความฝันที่2 และทีมจารกรรมที่มีเหลือเวลา 30 นาที ก่อนหิมะจะเริ่มถล่มในความฝันที่3 จากนั้นเป็นช่วงเตรียมตัวปลุกตื่นเนื่องจากรถตู้ได้สัมผัสน้ำเรียบร้อย
เมื่อการเดินทางมาถึงหน้าห้องเก็บความลับของฟิชเชอร์ ก็เกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเมื่อหนึ่งในหน่วยต่อต้านได้เข้ามาข้างหลังฟิชเชอร์โดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว และยิงเข้าใส่หน้าอกของเขาจนล้มแน่นิ่งไป คอบบ์ที่ซุ่มจากระยะไกลเพิ่งรู้สึกตัวว่า ภาพสะท้อน1ของมอลได้เข้าเล่นงานเขาซะแล้ว เพราะภาพคนที่ยิงฟิชเชอร์ก็คือมอลนั้นเอง คอบบ์ลั่นไกปืนไรเฟิลใส่มอลทันที

สาเหตุที่จู่ๆมอลก็เข้ามาที่นี่ได้มันเกี่ยวเนื่องมาจากความฝันก่อนหน้านี้ และก่อนหน้าที่จะฝันด้วยซ้ำที่คอบบ์ผูกพันมอลมากจนชอบเก็บมาคิด แม้ในความฝันระดับที่ 2 คอบบ์ก็สัมผัสได้ว่ามอลกำลังจะมา แต่ก็เข้าสู่ความฝันระดับที่ 3 ไปเสียก่อน และที่มอลเข้ามาในความฝันระดับที่ 3 ได้เพราะว่าคอบบ์สั่งให้แอเรียดเน่ให้บอกตำแหน่งปลายทางที่ฟิชเชอร์ต้องไป เลยทำให้มอลที่อยู่ในความทรงจำของคอบบ์ตลอดเวลาแม้จะตายไปนานแล้วก็สามารถรับรู้สถานที่นั้นไปด้วย(เหมือนถ้าเราคิดว่ามีผีอยู่ที่ห้องน้ำ เวลาฝันเราก็มีโอกาสจะเจอผีที่นั้นได้จริงๆ)
กระสุนพุ่งทะลุมัดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นไหล่ซ้ายของมอลที่เป็นเพียงภาพสะท้อนทำให้มอลนอนแน่นิ่งไป ถ้าหากไม่ได้แอเรียดเน่เตือนสติ คอบบ์คงทำอะไรไม่ถูกแน่ๆ และวิ่งไปดูอาการของฟิชเชอร์และไซโตะที่ก็อาการไม่สู้ดีแล้วจากอาการบาดเจ็บของร่างต้นในความฝันระดับที่ 1

เมื่อสมาชิกทีมมาพร้อมหน้ากันหน้าห้องเก็บความลับของฟิชเชอร์ ก็พบว่าแผนของเขาได้ล้มเหลวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะฟิชเชอร์ถูกยิงกำลังจะตาย ไซโตะก็เช่นกัน ซึ่งถ้าหากตายในความฝันปกติเขาจะตื่นทันทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภารกิจฝันครั้งนี้เกิดจากยานอนหลับสูตรพิเศษที่ยูซุฟนักเคมีได้ปรุงขึ้นใหม่เพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ จะทำให้ความตายในความฝันเป็นเรื่องที่น่ากลัว เพราะจะทำให้เขาไม่ตื่นในโลกความเป็นจริงเนื่องจากโดนยานอนหลับกดทับจิตใต้สำนึกจนจมไปกับความฝันไปหลายปี เรียกได้ว่าเป็นเจ้าชาย/หญิงนิทราไปเลย

แต่ในความมืดมิดก็ย่อมมีแสงสว่างรำไร แอเรียดเน่ สาวสถาปนิกหัวไวผู้ออกแบบโครงสร้างฉากความฝันทั้งหมดก็แว๊บความคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าเราลงไปที่ความฝันระดับต่อไปเราจะช่วยฟิชเชอร์และไซโตะได้(อาการจะดีกว่าตอนนี้) แล้วไปปลุกเขาขึ้นมาจากระดับ 4 ในจังหวะเดียวกันกับจังหวะปลุกตื่นของความฝันทุกระดับ แม้คอบบ์จะไม่ค่อยเห็นด้วย แต่ก็เป็นทางเดียวที่จะเสี่ยง แม้ต้องแลกมากับความอันตรายที่อาจจะออกมาจากความฝันระดับลึกๆไม่ได้ สุดท้ายคอบบ์และแอเรียดเน่ก็ให้อีมส์วางยาสลบพวกเขา แล้วเข้าสู่ความฝันของคอบบ์ไปด้วยกัน

ความฝันระดับที่ 4

ณ ความฝันระดับนี้ มีเพียงตึกทรงเดียวกันบรรยากาศเทาๆ ชวนอึดอัด ชวนให้นึกถึงช่วงหลังฝนตกใหม่ๆในหน้าร้อนที่มีหยดน้ำเกาะตามอาคารบ้านเรือนและหยาดเหงื่อของเราที่ระบายออกจากร่างกายได้ยากเนื่องจากไอน้ำในอากาศยังค่อนข้างสูง กดทับเหงื่อของเราไม่ให้ระบายออกทางรูขุมขนได้ง่ายนัก มีสองหนุ่มสาวได้เดินทางมุ่งหน้าตามหาฟิชเชอร์และไซโตะ เพื่อพาเขาออกมาจากที่นี่ ระหว่างทางนั้นทั้งสองได้เจอสถานที่ต่างๆที่คอบบ์และมอลได้เคยร่วมสร้างกันในสมัยที่มอลยังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอพาร์ทเม้นเก่า บ้านหลังเก่า ทุกอย่างเป็นเพียงความทรงจำในอดีตของทั้งคู่ แต่เป็นของจริงในโลกแห่งความฝันแห่งนี้ ที่คอบบ์ไม่เคยลืมมอลได้เลย

ช่วงเวลาหนึ่งที่ชีวิตรักของคอบบ์และมอลยังคงงดงาม ทั้งสองสนุกสนานกับศาสตร์แห่งความหลับไหลและล่องลอยอยู่ในความฝันของกันและกัน สิ่งก่อสร้างต่างๆที่ทั้งคู่ชอบได้ค่อยๆต่อเติมในโลกใบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองได้ใช้เวลาในโลกความฝันนี้เป็นระยะ ทุกอย่างในความฝันนี้ช่างมีความสุข เพราะเป็นโลกที่เขาจะทำอะไรก็ได้ จะสร้างอะไรก็ได้ ทั้งคู่มีความสุขในโลกแห่งนี้มาก

จนวันหนึ่งที่มอลเริ่มไม่อยากกลับสู่โลกความจริง ได้ฝังโทเทม(อุปกรณ์เล็กๆพอหยิบมือ) ไว้ในกล่องความทรงจำใต้จิตสำนึกที่ยากจะค้นหา โทเทมเป็นอุปกรณ์ทำให้เราแยกระหว่างความฝันกับความจริงได้ ด้วยความแตกต่างของการรับรู้น้ำหนักและการควบคุมที่ต่างกันระหว่างโลกทั้งสอง เช่น ในโลกแห่งความฝันเราจะรับรู้น้ำหนักของสิ่งของต่างกันออกไป และเราอาจควบคุมการหมุนของสิ่งของให้หมุนตลอดไปได้ แต่ในโลกความเป็นจริงเราทำไม่ได้

การที่มอลทิ้งโทเทมนั้นทำให้เขาแยกโลกทั้งสองด้านไม่ได้ เมื่อคอบบ์รู้จึงเข้าไปในความฝันของมอลแต่ก็เจอเพียงตู้เก็บความลับที่เขาเข้าไม่ถึง ทางเดียวที่จะเข้าถึงได้คือเข้าไปในความฝันระดับลึกๆเพื่อเข้าถึงจิตใต้สำนึกของมอล จนสุดท้ายคอบบ์ก็ได้ทำการ inception ครั้งแรกสำเร็จด้วยการใส่ข้อมูลไปในกล่องจิตใต้สำนึกของมอลให้เขารู้ตัวว่าที่ไหนคือโลกความเป็นจริง

แต่มอลจะต้องรับรู้ด้วยตัวเองอยู่ดี และทั้งคู่ก็ค่อยๆถอยออกมาจากความฝันทีละชั้นๆเรื่อยๆ จนถึงโลกแห่งความเป็นจริง คอบบ์ทำสำเร็จ แต่สิ่งที่จะทำให้มอลแน่ใจว่าเป็นโลกความจริง มอลต้องตายก่อน เพราะความตายจะทำให้เขาตื่นสู่โลกความเป็นจริง คอบบ์บอกมอลเท่าไหร่มอลก็ไม่เชื่อว่าที่นี่คือโลกความเป็นจริงแล้ว แถมมอลยังหาว่าคอบบ์เองต่างหากที่มัวหลงอยู่ในความฝัน

มอลจึงชวนคอบบ์มากระโดดตึกฆ่าตัวตายด้วยกัน มอลหลับตาพร้อมกับพรึมพรำราวกับโหยหาโลกที่เขาใฝ่ฝันมานาน ส่วนคอบบ์ก็ทำได้เพียงร้องไห้สาดคำอ้อนวอนใส่โสตประสาทมอล แต่ก็ไม่เป็นผล ไม่กี่อึดใจร่างของเขาก็ได้กระแทกเข้ากับพื้นด้านล่าง คอบบ์ได้เสียภรรยาของเขาไปทันที

ตำรวจที่มาพร้อมกับข้อกล่าวหาที่มอลโทรแจ้งก่อนที่จะกระโดดลงไปว่าคอบบ์จะมาทำร้ายเขา เพื่อเป็นการบังคับให้คอบบ์หนีข้อกล่าวหาและยอมกระโดดไปกับมอล แต่ในเมื่อคอบบ์ไม่ได้กระโดด เขาจึงเลือกที่จะหนีคดีไปเรื่อยๆจนสร้างทีมจารกรรรมขึ้นมาในที่สุด
กลับมาสู่ความฝันระดับที่ 4 คอบบ์และแอเรียดเน่เดินเข้ามาถึงบ้านหลังหนึ่งและเจอมอลนั่งรออย่างใจเย็น คอบบ์ได้นั่งคุยกับมอลท่ามกลางเวลาที่บีบคั้นเข้ามาเรื่อยๆ ความฝันเริ่มจะถล่มลงมา เนื่องจากใกล้ถึงเวลานัดหมายแล้ว มอลต้องการให้คอบบ์อยู่กับเขาที่นี่ตลอดไปแต่คอบบ์ก็เล่าความจริงให้มอลฟัง มอลจึงคว้ามีดมาฟันคอบบ์ แอเรียดเน่จึงยิงมอลสวนกลับไปเพื่อช่วยคอบบ์

คอบบ์เข้าไปโอบกอดมอลไว้แล้วสั่งให้แอเรียดเน่ตามหาฟิชเชอร์ให้เจอ มอลบอกว่าฟิชเชอร์อยู่ที่ระเบียงชั้นสอง แอเรียดเน่ไปตามที่มอลบอกจนเจอฟิชเชอร์ แล้วเตะฟินเชอร์ลงจากระเบียง เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ฟิชเชอร์สะดุ้งตื่นขึ้นมาในความฝันระดับที่ 3 จากเครื่องช๊อตไฟฟ้าที่อีมส์ช่วยให้ฟิชเชอร์ฟื้นขึ้นมา

ฟิชเชอร์รีบตรงเข้าสู่ห้องเก็บความลับของเขา ในนั้นเขาได้เจอคุณพ่อที่นอนป่วยบนเตียงโรงพยาบาล เขาได้พูดคุยและคลายความกังวลกับคุณพ่อภายในห้องจิตใต้สำนึกของเขา จนเขาได้เข้าใจความหมายของของสิ่งที่คุณพ่อของเขาต้องการจะสื่อ(ซึ่งอีมส์คอยปลอมแปลงให้เป็นไปตามแผนของทีมจารกรรมมากที่สุด) คือพ่อผิดหวังที่ฟิชเชอร์ต้องการเป็นเหมือนพ่อ(โน้มน้าวให้ฟิชเชอร์มั่นใจว่าอย่าไปสืบทอดกิจการเลย)

สุดท้ายพ่อของเขาต้องการให้เขาเปิดตู้เซฟข้างเตียง ตอนนั้นเขาจำรหัส 6 หลักได้แล้ว จากการที่เขาได้ปลดล็อกความกังวลที่มีต่อคำสั่งเสียของพ่อ ในตู้เซฟนั้นมีกังหันลมเด็กเล่น ทำให้เขาได้ทบทวนและทราบซึ้งใจว่าในตอนเด็กๆ คุณพ่อได้พาเขาเล่นกังหันลมนี้อยู่ข้างๆ เมื่อความกังวลถูกผ่อนคลาย และการใส่ความทรงจำลงไปในจิตใต้สำนึกสำเร็จ ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่อีมส์กดปุ่มสั่งให้ระเบิดทำงาน

Timeline ภารกิจโดยรวม

ดาวสีเหลือง คือ จุดที่เริ่มฝัน

จุดสีแดง(ยูซุฟเริ่มเปิดเพลง) ถึงจุดสีม่วง(รถเริ่มตกสะพาน)

ห่างกัน 10 วินาที ของความฝันที่1
ห่างกัน 3 นาที ของความฝันที่ 2 (เริ่มได้ยินเสียงเพลงจนถึงเจอสภาวะไร้น้ำหนัก)
และห่างกัน 60 นาที ของความฝันที่ 3 (เริ่มภารกิจถึงตอนที่หิมะถล่ม)
จุดสีฟ้าคือ

จุดที่รถตู้สัมผัสกับน้ำ ในความฝันที่ 1
จุดที่ระเบิดใต้ลิฟท์ทำงาน ในความฝันที่ 2
จุดที่ระเบิดป้อมปราการทำงาน ในความฝันที่ 3
ตัดมาที่ความฝันระดับที่ 4 แอเรียดเน่สั่งลาคอบบ์ให้ตามหาไซโตะแล้วกลับออกมา คอบบ์รับปากและสั่งให้แอเรียดเน่ไปซะ เพราะสัญญาณปลุกดังแล้ว(ฉากความฝันที่ 4 กำลังถล่ม) แอเรียดเน่ฟื้นมาในความฝันที่ 3 ในขณะที่ระเบิดที่อีมส์ตั้งเวลาไว้ทำงานแล้ว เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ระเบิดเวลาของอาเธอร์ในความฝันระดับที่ 2 ทำงานเช่นกัน

และพร้อมกันนั้นก็คือช่วงเวลาที่รถตู้ในความฝันระดับที่ 1 สำผัสผิวน้ำจนน้ำทะลักเข้ามาท่วมสมาชิกทุกคนในทีมจนตื่น ทุกคนว่ายน้ำเข้ามาที่ฝั่ง ฟิชเชอร์ระบายกับลุง(ตัวปลอมที่อีมส์สร้างขึ้นมา) ว่าเขารู้แล้วว่าพ่อของเขาต้องการให้เขาเป็นตัวของตัวเอง ส่วนแอเรียดเน่ก็เล่าให้ทีมฟังว่าคอบบ์ยังไม่ตื่น หวังว่าคอบบ์จะปลอดภัย

ภาพตัดมาที่คอบบ์มาเจอไซโตะ แต่ไซโตะแก่มากเพราะรอความตายอย่างโดดเดี่ยว คอบบ์ขอร้องให้ไซโตะกลับออกมาจากความฝัน ไปสู่โลกความจริงด้วยกัน

ภาพตัดมาที่ห้องเครื่องบิน ทุกคนตื่นขึ้นมารวมถึงคอบบ์และไซโตะ ท่ามกลางความรู้สึกมึนงง เพราะไม่แน่ใจว่านี่ความฝันหรือความจริง ส่วนไซโตะรีบหยิบโทรศัพท์ใช้เส้นสายโทรแจ้งให้คอบบ์ผ่านตม.ได้ คอบบ์ได้มาเจอพ่อที่มารับที่สนามบินลอสแองเจลลิส และได้กลับไปเจอหน้าลูกๆที่บ้านของเขา

จบ โดยไม่ได้บอกว่า คอบบ์และไซโตะได้ออกมาจากความฝันได้หรือไม่ หรือว่าพ่อ และลูกๆคือความฝันของเขาเช่นกัน ตรงนี้ชาวพันทิปไปสรุปมาให้แล้วว่า ออกมาได้จริง เพราะในความฝันจะไม่มีพ่อของคอบบ์

เว็บดูหนังฟรี

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *