ตลาดหุ้นเอเชีย

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก ขานรับ GDP ญี่ปุ่นขยายตัวแข็งแกร่งใน Q4/63

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดบวก ขานรับ GDP ญี่ปุ่นขยายตัวแข็งแกร่งใน Q4/63

ตลาดหุ้นเอเชียเปิดในแดนบวกวันนี้ โดยได้รับปัจจัยบวกจากการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดหลายแห่งยังคงปิดทำการเนื่องในเทศกาลตรุษจีน

ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดวันนี้ที่ 29,662.41 จุด เพิ่มขึ้น 142.34 จุด หรือ +0.48%

ตลาดหุ้นฮ่องกงและตลาดหุ้นจีนยังคงปิดทำการเนื่องในเทศกาลตรุษจีน โดยตลาดหุ้นฮ่องกงปิดทำการในระหว่างวันที่ 12-15 ก.พ. ส่วนตลาดหุ้นจีนปิดทำการระหว่างวันที่ 11-17 ก.พ.

ตลาดหุ้นในภูมิภาคได้รับแรงหนุนหลังรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของญี่ปุ่นในไตรมาส 4/2563 ขยายตัวขึ้น 12.7% โดยข้อมูล GDP เบื้องต้นดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 9.5% ซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มฟื้นตัวขึ้น หลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ufabet

ในปี 2564 นี้คาดว่าตลาดหุ้นเอเชีย (Asian Emerging Market) นับเป็นหนึ่งภูมิภาคที่น่าสนใจลงทุน เนื่องจากตลาดหุ้นเอเชียน่าจะได้รับผลบวกจาก 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้

1. ข่าวดีจากการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดต่อการกลับมาเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ โดยล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ของบริษัทยา Pfizer-BioNTech และบริษัทยา Moderna สำหรับการรักษากรณีฉุกเฉินได้ ขณะที่วัคซีนของบริษัท AstraZeneca-Oxford ได้รับอนุมัติจาก British Regulatory Authorities ให้ใช้ได้ในกรณีฉุกเฉิน เป็นการยืนยันว่าภายในปี 2564 จะมีวัคซีนพร้อมแจกจ่ายให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 3 พันล้านโดส โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มียอดจองวัคซีนไว้ล่วงหน้าจำนวนมาก คาดว่าจะได้รับการกระจายวัคซีนก่อน ประกอบด้วยสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น และอังกฤษ และสำหรับประเทศในเอเชียในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งจะเป็นปัจจัยส่งเสริมการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและส่งผลให้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

2. การเติบโตของ Semiconductor Cycle ที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยี 5G ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยบริษัท Accenture Semiconductors ได้คาดการณ์ไว้ว่า สมาร์ทโฟน 5G จะมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 30% ของสมาร์ทโฟนที่ผลิตได้ทั้งหมดในปี 2564 และยังคาดการณ์สัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 71% ของสมาร์ทโฟนที่ผลิตได้ทั้งหมดในปี 2567

นอกจากนี้รายได้ของผู้ผลิตพรีเมียมสมาร์ทโฟนและเบสิกสมาร์ทโฟนที่ใช้ 5G จะเติบโตสูงถึง 18% และ 106% CAGR ตามลำดับในปี 2564-2566

จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ความต้องการใช้ Semiconductors เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนในปริมาณสินค้าคงคลังที่ปรับลดลงต่อเนื่อง เป็นปัจจัยหนุนให้บริษัทผู้ผลิต Semiconductors เร่งผลิตสินค้าออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยบริษัทผู้ผลิต Semiconductors ในเอเชียถือว่ามีความก้าวหน้ากว่าบริษัทในประเทศพัฒนาอื่นๆ มาก

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Samsung และ TSMC ที่คาดว่าจะสามารถพัฒนาและผลิตขนาดของเมโมรีได้ขนาดเล็กลงถึง 3 นาโนเมตร นั่นหมายความว่า ตัวเมโมรีจะมีประสิทธิภาพการเก็บประจุและเก็บความจำที่ดีขึ้น ซึ่งก้าวหน้ากว่าบริษัท Intel ที่ยังคงผลิตขนาดเมโมรีได้เพียง 7 นาโนเมตร จะเห็นว่าตลาดหุ้นเอเชียน่าจะยังคงได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของ Semiconductor สูงกว่าภูมิภาคอื่น

3. ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งมีแนวโน้มผ่อนคลายลงหลังจาก โจ ไบเดน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนถัดไป ซึ่งมาตรการการแข่งขันทางการค้าของ โจ ไบเดน จะมีการเปลี่ยนรูปแบบจากมาตรการทางด้านภาษีไปสู่มาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีและการรวมกลุ่มทางการค้าแทน ซึ่งน่าจะส่งผลให้ปริมาณการค้าโลกปรับตัวดีขึ้น และเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย

อย่างไรก็ตาม สงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจาก โจ ไบเดน ยังคงสนับสนุนนโยบายที่จะกีดกันซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน รวมถึงเทคโนโลยี 5G ของบริษัทจีน คล้ายกับนโยบายเดิมของ โดนัลด์ ทรัมป์ เช่น การเตรียมใส่รายชื่อบริษัทของจีนเข้าบัญชีดำ (Blacklists) ห้ามทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันทางรัฐบาลจีนก็ได้มีการตอบโต้กลับเช่นกัน อาทิ การประกาศลบแอปพลิเคชันจำนวน 105 แอปฯ ซึ่งรวมถึงแอปพลิเคชันของบริษัท Tripadvisor ซึ่งเป็นบริษัทท่องเที่ยวของสหรัฐฯ ออกจากสโตร์ในประเทศจีน

จากบางปัจจัยข้างต้น นอกจากจะสร้างความน่าสนใจในตลาดหุ้นเอเชียแล้ว ยังเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจในตลาดอื่นๆ อีกด้วย เช่น ตลาดในประเทศพัฒนาแล้ว และตลาดเกิดใหม่ที่มีโอกาสทำกำไร เป็นต้น

ทั้งนี้เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนสินทรัพย์การลงทุนอย่างฉับไวได้ทันต่อทุกสภาวการณ์ บลจ. ไทยพาณิชย์ จึงได้นำเสนอกองทุนเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของนักลงทุน ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Active Allocation (ชนิดสะสมมูลค่า) (SCBAAA) โดยจะเสนอขายครั้งแรกหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2564 ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ PIMCO GIS Dynamic Multi-Asset Fund I Class USD Hedged (กองทุนหลัก) เน้นกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายประเภทสินทรัพย์ในทุกภูมิภาค เช่น หุ้น, ตราสารหนี้, Real Assets และสินทรัพย์ทางเลือกที่มีสภาพคล่อง เพื่อค้นหาโอกาสสร้างผลตอบแทนอย่างมีเสถียรภาพ ภายใต้กลยุทธ์ของกองทุนหลักที่มีการลงทุนผสมผสานหลากหลายสินทรัพย์แบบยืดหยุ่นและไร้ข้อจำกัดอย่างแท้จริง โดยพิจารณาประเภทสินทรัพย์หลากหลายทั่วโลกผ่านเครื่องมือการลงทุนและ Vehicles ที่เหมาะสม เพื่อกำหนดระดับความเสี่ยงตามที่ต้องการ เน้นการวิเคราะห์ระดับมหภาคเพื่อค้นหาธีมการลงทุนที่เหมาะกับทุกสภาวะตลาด และคัดเลือกเฉพาะหุ้นคุณภาพผ่านการลงทุนโดยตรงใน Equity Basket ที่ได้คัดสรรมาแล้ว

Send your Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *